คลังเก็บหมวดหมู่: เรื่องทั่วไป

ตรวจภายใน เรื่องสุขภาพที่ผู้หญิงต้องรู้

การตรวจภายใน ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นเรื่องจำเป็นที่ผู้เหยิงจะต้องได้รับการตรวจ เพราะ การตรวจภายในเป็นการดุแลสุขภาพอย่างหนึ่งที่สามารถบอกได้ว่า อวัยวะเพศของคุณป่วยหรือคุณมีอะไรที่ผิดปกติหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคร้าย อย่างมะเร็งปากมดลูก แล้วการตรวจภายในควรตรวจเมื่อไหร่  ทำได้กับผู้หญิงทุกวัยหรือไม่   ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกันก่อนว่า การตรวจภายใน คืออะไร

การตรวจภายใน คืออะไร

คือ การตรวจเช็คระบบอวัยวะสืบพันธ์ของผู้หญิง ด้วยวิธีการ ดู คลำ รีด การใส่เครื่องมือ และการกด

ดู  แพทย์จะทำการดูว่าอวัยวะภายนอกมีความผิดปกติ เช่น มีรอยแดง รอยบวม มีแผล ผดผื่นเกิดขึ้นหรือเปล่า

การคลำ  แพทย์จะใช้การคลำ ด้วยการคลำดุว่า อวัยวะสืบพันธ์ อย่างแคมเล็ก แคมใหญ่ ว่าแคมทั้งสองข้างมีความผิดปกติหรือไม่

การรีด แพทย์จะดูว่า ภายในอวัยวะสืบพันธ์หรือรูปัสสาวะนั้นมีน้ำเหลืองหรือมีหนองอยู่หรือไม่

การใช้เครื่องมือ  เป็นเครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายกับปากเป็ด สอดเข้าไปในบริเวณปากช่องคลอดเพื่อขยายช่องคลอดให้มีความกว้างมากขึ้น  เพื่อค้นหามะเร็งปากมดลูก

การกด   แพทย์จะใช้นิ้วมือที่ถนัดสอดเข้าไปในช่องคลอด และอีกข้างหนึ่งกดที่หน้าท้องเพื่อตรวจดูว่าระบบอวัยวะสืบพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นอุ้งเชิงกราน  ปีกมดลูก มดลูกและรังไข่ มีความผิดปกติหรือไม่ เช่น ก้อนเนื้อ มีอาการเจ็บหรือปวดบริเวณที่กด ซึ่งในบางกรณีอาจจะมีการตรวจทางทวาร ด้วย

ควรเริ่มตรวจภายในได้ตั้งแต่เมื่อไหร่

ผู้หญิงที่เป็นสาวโสดและไม่โสดหรือมีเพศสัมพันธ์ควรเข้ารับการตรวจภายในตั้งแต่อายุ21ปีขึ้นไปและควรเข้ารับการตรวจตรวจเป็นประจำทุกปี

การเตรียมตัวก่อนการตรวจภายใน

การเตรียมตัวเข้ารับการตรวจภายในของผู้หญิงไม่จำเป็นที่จะต้องเตรียมความพร้อมอะไรมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงก็คือ เรื่องของประจำเดือน และการมีเพศสัมพันธ์หรือการใช้ยาในการรักษาอาการแห้งในช่องคลอด การใช้ยาสอดหรือยาเหน็บช่องคลอด  ซึ่งหากใครอยู่ในสภาวะหรือสถานการณ์แบบนี้ ไม่ควรเข้ารับการตรวจ เพราะจะส่งผลทำให้การตรวจหรือการวินิจโรคบางอย่างเกิดความผิดพลาด

นอกจากนี้แพทย์อาจจะทำการสอบถามหรือซักประวัติ เพื่อเป็นข้อมูลในการประเมินร่วมกับการตรวจ เช่น

  • ปัญหาสุขภาพ อาการแพ้ยา ยาที่รับประทานมาก่อนหน้า
  • ระยะเวลาของการมีประจำเดือนมากน้อยแค่ไหน ปกติแล้วจะเป็นอยู่กี่วัน มีอาการปวดประจำเดือนหรือไม่
  • เคยมีเพสสัมพันธ์มาก่อนหรือเปล่า
  • อาการคันที่เป็นอยู่มีมานานแค่ไหน มีอาการตกขาวมากกว่าปกติหรือไม่

หลายคนคงมองว่า การตรวจภายในมีหลายขั้นตอน อาจจะต้องใช้เวลาในการตรวจมากสักหน่อย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การตรวจภายในในแต่ละขั้นตอนนั้นใช้เวลาเพียงแค่ 3-5 นาทีเท่านั้น ประโยชน์ของการตรวจภายในที่เราได้รับมีดังต่อไปนี้

  • ตรวจเช็คหาความผิดปกติภายในอวัยวะเพศในระบบสืบพันธ์ทั้งภายในและภายนอก ได้แก่ แคมใหญ่ แคมเล็ก ช่องคลอด ต่อมน้ำหล่อลื่นในช่องคลอด ช่องคลอด ปากมดลูก มดลุก ปีกมดลูก อุ้งเชิงกราน
  • ตรวจหาการอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อในระบบสืบพันธ์ ทั้งจากภายนอกและภายใน ได้แก่ แคมใหญ่ แคมเล็ก ช่องคลอด ต่อมน้ำหล่อลื่นในช่องคลอด  ช่องคลอด ปากมดลูก มดลุก ปีกมดลูก อุ้งเชิงกราน
  • ตรวจหาเนื้องอก ได้แก่ แคมใหญ่ แคมเล็ก รังไข่ ปีกมดลูก มดลูก ปากมดลูก
  • การขลิบเนื้อปากมดลูกออกมาตรวจเพื่อค้นหามะเร็งปากมดลูก

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ผู้หญิงทุกคนจะต้องเตรียมใจและเตรียมรับมือ หากตรวจแล้วพบอาการของโรคบางชนิดที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและจิตใจ เพราะ โดยธรรมชาติแล้วโรคบางโรคกว่าจะแสดงอาการออกมาให้เห็น ก็ลุกลามไปจนยากที่จะรักษา อย่างเช่น มะเร็งรังไข่ เป็นต้น

ปัญหาสุขภาพตาที่มาพร้อมกับวัยที่เพิ่มขึ้น

ในวัยผู้สูงอายุ เป็นวัยที่หลายๆคนให้ความสำคัญต่อการดุแลสุขภาพร่างกายเป็นอย่างมากความเปลี่ยนแปลงของอวัยวะต่างๆของร่างกายย่อมเสื่อมถอยลงไป รวมถึงระบบการมองเห็น ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยและไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้  ซึ่งความผิดปกติของดวงตาที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ มีดังต่อไปนี้

1.ภาวะตาแห้ง  เป็นอีกหนึ่งอาการที่ผู้สูงวัยเป็นกันมากที่สุด

ภาวะตาแห้ง  เกิดจาก ต่อมน้ำตาผลิตน้ำหล่อเลี้ยงออกมาไม่เพียงพอ ทำให้เกิดการระคายเคืองและมีอาการแสบตา และเกิดความรู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตา  ซึ่งสาเหตุของการเกิดอาการภาวะตาแห้งมีอยู่ด้วยกันหลายปัจจัย อายุที่เพิ่มขึ้นก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ เพราะ เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ก็จะทำให้ต่อมไขมันมีการอุดตัน  การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในผู้สูงอายุ การมีโรคประจำตัวก็ส่งผลทำให้เกิดภาวะตาแห้งได้ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคไทรอยด์ โรคหลอดเลือด  การใช้ยาแก้แพ้  ยาต้านฮีสตามีน การอยู่ในในที่แจ้งที่มีลมและแสงแดดที่แรง การจ้องหรือการเพ่งโดยใช้สายตาป็นเวลานาน

การป้องกันอาการภาวะตาแห้งในผู้สูงอายุ

ส่วนใหญ่แล้วภาวะตาแห้ง จะเกิดขึ้นเป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นอาการที่ไม่รุนแรง สามารถใช้น้ำตาเทียวหรือการพักสายตาและการเปลี่ยนอิริยาบถทุกๆ2-3นาที  การประคบด้วยน้ำเย็นบริเวณรอบดวงตาประมาณ 20 นาที ก็จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับดวงตารวมถึงการรับประทานอาหารที่มีบำรุงสายตาเป็นประจำ เช่น กล้วย พืชตระกูลถั่ว ปลาทูน่า ปลาแซลมอน  เป็นต้น

2.โรคต้อกระจก

เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ เพราะเป็นภาวะของความเสื่อมสภาพที่เป็นไปตามวัย  ซึ่งเกิดจากเลนส์แก้วตาที่ปกติแล้วมีลักษณะใสกลายมาเป็นขุ่นมัว และเมื่อดวงตาขุ่นมัวขึ้นเรื่อยๆทำให้แสงที่ผ่านเข้าไปในตาได้น้อยหรือได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้การมองเห็นไม่ชัดเจน มีอาการพร่ามัว เห็นเป็นภาพซ้อน  เป็นต้น  ปัจจัยความเสี่ยงที่ทำให้เกิดต้อกระจก นอกจาก อายุที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน  โรคความดันโลหิตสูง  ก้เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคต้อกระจกได้เร็วขึ้น

การป้องกันโรคต้อกระจกในผู้สูงอายุ

ถึงแม้ว่าโรคต้อกระจกจะเกิดขึ้นได้กับทุกคนเมื่อมีอายุที่มากขึ้น แต่เราสามารถป้องกันและชะลอความเสื่อมของดวงตาได้โดย  การหลีกเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดดโดยตรงด้วยการสวมใส่แว่นกันแดดป้องกันรังสี UV  การไม่ใช้สายตาเพ่งจ้องเป็นเวลานาน  ควรหยุดพักสายตาบ้าง  การจัดสรรเวลานอนให้เพียงพออย่างน้อย 6 ชั่วโมง และการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ปลา ไข่ เนย นม ตับสัตว์ แครอท ฟักทอง กล้วยและมะละกอ เป็นต้น

3.โรคต้อหิน

โรคต้อหินเป็นโรคที่พบได้น้อยกว่าโรคต้อกระจก จัดว่าเป็นภัยเงียบที่อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็น อันเกิดจากความดันในลูกตาสูงขึ้นจนทำลายประสาทตา ซึ่งความเสื่อมที่เกิดขึ้นนี้ จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆโดยที่ผู้ป่วยไม่ทันได้รู้ตัว ปัจจัยความเสี่ยงของการเกิดโรคต้อหิน ได้แก่  ประวัติของบุคคลในครอบครัวที่เป็นต้อหิน เชื้อชาติ  อายุ ภาวะสายตาที่สั้นหรือยาวมากๆโรคเบาหวาน โรคไทรอยด์

การป้องกันโรคต้อหินในผู้สูงอายุ

โรคต้อหิน แม้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่เราสามารถป้องกันได้ด้วย การตรวจคัดกรองความเสี่ยงของการเกิดโรคเมื่ออายุ40ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ควรได้รับการตรวจสุขภาพตาทุกปีและควรปฏิบัติตามคำสั่งขอองแพทย์อย่างเคร่งครัด ซึ่งถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก

ปัญหาสุขภาพตาส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก ดังนั้น หากเราดุแลสุขภาพตาตั้งแต่เนิ่นๆหรือเข้ารับการตรวจรักษาอย่างต่อเนื่องก็จะสามารถช่วยชะลอความเสื่อมได้

เรียนรู้และป้องกันอาการตะคริวอันแสนกวนใจ

หากใครเคยสัมผัสกับอาการปวดโดนตะคริวกินแล้วละก็ จะรู้ได้เลยว่ามันเป็นอาการปวดที่ยากจะฝืนความระงับอาการทุรนทุรายได้ บ่อยครั้งที่เป็นระหว่างการนอน และ ขณะออกกำลังกายเช่นการวิ่ง หรือ หากโชคร้ายอาจเกิดขึ้นในขณะว่ายน้ำ ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตเป็นอย่างมาก

แล้วทำไมอยู่ดีๆมันถึงเกิดขึ้นกัน แล้วมีสาเหตุการจากอะไรกันแน่?  เราจะมาหาคำตอบกันว่า ตะคริวเกิดจากอะไร และมีวิธีการป้องกันอย่างไรได้บ้าง

อาการของตะคริว จะมาในลักษณะของการหดเกร็งแน่นของกล้ามเนื้อ ไม่คลายตัวง่าย สร้างความเจ็บปวด บ้างคล้าย โดนอะไรมากดกล้ามทับเนื้อ  หรือบ้างคล้ายราวกับว่ากล้ามเนื้อเบ่งตัวออกเป็นก้อนคล้ายจะแตกออก

โดยระยะอาการมีตั้งแต่ ไม่กี่วินาที หรือ1-5 นาที หรือมีภาวะความเจ็บช้ำค้างคาหลงเหลืออีก  1ชั่วโมงขึ้นไป ในผู้ที่มีอาการปวดหนักกว่าปกติ

โดยอาการตะคริวกินนั้น เกิดจาก กล้ามเนื้อ มีอาการขาดโซเดียมและโปรแตสเซียม จนอยู่ในระดับต่ำของร่างกาย ซึ่งเกิดจากสาเหต การออกกำลังจนเสียเหงื่อมาก และ ขาดน้ำมาบำรุงร่างกาย อีกทั้งยังเกิดขึ้นได้กับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและร่างกายปรับตัวสับสน จนทำให้เกิดอาการปวดตะคริวได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีอาการ ตะคริวกล้ามเนื้อเรียบ ซึ่งไม่ได้เกิดจากการออกกำลังกาย แต่จะมีอาการในบริเวณข้างในท้องอัน มีสาเหตุมาจาก โรคประจำตัวภายในทั้ง โรคลำไส้อักเสบ และ โรคกระเพาะ อีกทั้งยังเกิดขึ้นได้กับ เพศหญิงในขณะ ที่มีประจำเดือน

โดยทั้งหมดนี้ จะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง หากกำลังทำกิจกรรมที่สำคัญอยู่ เช่น การขับรถ ว่ายน้ำ หรือในขณะ ปีนป่ายอะไรก็ตาม ก็จะเป็นเรื่องยากมาก ที่จะฝืนขยับร่างกายสู้กับอาการตะคริวนี้ จนเกิดภาวะเสี่ยงกระทันหันได้แม้จะอยู่กับเรื่องง่ายๆก็อาจถึงแก่ชีวิต

การป้องกัน

โดยส่วนใหญ่แล้วจะพบอาการในนักออกกำลังกาย หรือ นักกีฬา มากกว่าคนปกติ ซึ่งเกิดขึ้นจากกการออกกำลังกายหนักมากจนเกินไป และ ขาดการดื่มน้ำนาน เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรหักโหม ออกกำลังหรือใช้งานหนักเกร็งกล้ามเนื้อ มากเกินตัว และ ควรพกขวดน้ำไว้ใกล้ตัว เพื่อให้สะดวกต่อการเติมแร่ธาตุเข้าสู่ร่างกาย หมั่นจิบน้ำเล็กๆเป็นระยะเพื่อรักษาระดับให้เหมาะสมอยู่เสมอ

ส่วนอาการอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิแบบฉับพลันนั้น มักจะเกิดขึ้นในขณะ ว่ายน้ำ หรือ การวิ่ง เนื่องจากขาดการวอมอัพปรับอุณหภูมิไม่เพียงพอ ต่อความพร้อมสำหรับการเคลื่อนไหวร่างกาย

จึงควรให้ความสำคัญกับการอบอุ่นร่างกายด้วยการวอมอัพ และ การยืดเส้นให้มากขึ้น นอกจากนี้ยังอาจเกิดขึ้นได้แม้ในขณะนอนหลับ ทั้งที่ไม่ได้ออกกำลังกาย โดยอาจเกิดขึ้นได้จากการนอนที่ผิดท่า จนไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยง รวมทั้งอากาศเย็นจากแอร์ หรือ พัดลม ที่เป่าจี้ขา จนอุณหภูมิที่ขานั้นต่ำลง จนอาจเกิดอาการปวดตะคริว  ซึ่งหากมีการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องก็จะทำให้สามารถห่างไกลจากอาการรบกวนเหล่านี้ได้

โจซัว จอมหังการ แห่งโลกกำปั้นที่มีโอกาสปลุกกระแส

ในโลกของวงการหมัดมวยสากล ยังคงผลัดเปลี่ยนแชมป์รุ่นแล้วรุ่นเล่า แต่ทว่าสำหรับมวยในรุ่นเฮฟวี่เวทนั้นดูจะเหมือนจะได้รับความซบเซามานานแสนนาน  ทั้งๆที่จริงแล้ว การได้ดูศึกดวลกำปั้นของนักสู้รุ่นยักษ์มักจะเป็นสิ่งที่ผู้คนให้ความตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษ  แต่อาจเป็นเพราะเกิดการเปรียบเทียบของวีรบุรุษวงการมวยในตำนานที่เคยสร้างสีสันเอาไว้มากเสียจน นักมวยรุ่นใหม่ต้องเผชิญงานยากแม้ไม่ว่าจะเก่งเพียงใดก็ตาม

ซึ่งนับจากวันที่ในยุคของมูฮัมหมัดอาลี  ไปจนถึงไมค์ไทสันได้ผ่านพ้นไป ก็ดูเหมือนจะไม่มีนักชกคนไหนสามารถปลุกกระแสความสนใจต่อวงการมวยรุ่นยักษ์ได้มากเท่าอีกเลย  ทั้งๆที่หลังจากรุ่นของนักมวยเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น เลนน็อกส์ลูอิส  หรือ วลาดิเมียร์ คริชโก้  มาจนถึง แอนโธนี่ โจซัว ก็หาใช่มีสถิติขี้ริ้วขี้เหร่แต่อย่างใด  ต่างล้วนมีสถิติการเดิมพันเข็มขัดล้มแชมป์ มาครองได้หลายเส้น และส่วนใหญ่มีสถิติการครองตำแหน่งที่แข็งแกร่ง ยากจะแพ้ให้กับใคร แต่จนแล้วจนรอดนักมวยเหล่านี้ก็กลับเป็นกระแสที่ไม่เร้าความตื่นตาตื่นใจในการติดตามของเหล่าบรรดาแฟนมวย ได้มากเท่าใดนัก

ล่าสุดในขณะนี้คือ แอนโธนี่ โจซัวที่เป็นผู้ครองบัลลังค์เข็มขัดแชมป์หลายสถาบันถึงสี่เส้น นั่นก็คือ WBA,IBF,IBOและWBO  พร้อมด้วยฟอมร์การชกที่มักจะมาเหนือคู่ต่อสู้ สามารถปะทะได้อย่างมั่นคง แต่กระนั้นก็ตาม ความไม่พ่ายแพ้และการรวมแชมป์ดูเหมือนจะไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่จะกระตุ้นกระแสให้กับวงการมวยรุ่นยักษ์ได้สักเท่าใด นั่นอาจเป็นเพราะสิ่งสำคัญต่ออรรถรสในการดูมวย อาจยังต้องอาศัยฟอมร์การชกที่มีความโดดเด่นสะดุดสายตาต่อผู้ติดตาม  หากไม่ใช่ฟอมร์การชกที่สวยงามมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น หรือหากไม่ใช่ฟอมร์ที่ดุเด็ดเผ็ดมันส์ มีหมัดที่หนักขกแต่ละหมัดทะลุทะลวงพังกาดร์ของคู่ชกได้แตกกระเจิง  มีลีลาที่เร่าร้อนเป็นมวยบุกอย่างสะใจคนดูแล้วล่ะก็  การชกเพื่อคุมเกมเป็นผู้ชนะแต่เพียงเท่านั้นคงยังไม่อาจจะตอบโจทย์ได้สำหรับคนดู  โดยเฉพาะสำหรับมวยตัวใหญ่ที่มักจะมีการเคลื่อนไหวช้า หรือเหนื่อยเร็ว ชอบกอด ยิ่งอาจเป็นการง่ายที่จะดูน่าเบื่อ

แต่อย่างไรก็ตาม แอนโธนี่ โจซัว ยังเหลือทางเลือกอีกหนึ่งที่อาจช่วยกระตุ้นการยอมรับได้บ้างนั่นก็คือการรวบรวมเข็มขัดท้าเดิมพันล้มแชมป์มาครองให้ได้เป็น5เส้น นั่นก็คือเข็มขัดแชมป์ของสภามวยโลกหรือWBC ที่มีแชมป์ผู้ครอบครองอยู่นั่นก็คือ ดีออนเตย์ วิลเดอร์  นักชกที่มีสถิติไร้พ่ายเช่นกัน ด้วยสถิติชนะรวด40ครั้ง และในจำนวนนี้สามารถน็อคคู่ต่อสู้ได้ถึง39ครั้ง ซึ่งเมื่อเทียบสถิติกับแอนโธนี่ โจซัว ที่มีสถิติไม่แพ้ใคร ชนะรวด 22ครั้งชนะน็อคถึง 21ครั้ง จึงนับว่ามีตัวเลขเชิงสถิติที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งต่อแฟนมวย พอที่จะจับตามวยคู่นี้ถึงขั้นอาจเรียกได้ว่า คู่หยุดโลกเลยทีเดียว ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดนั่นก็คือ เหตการณ์ของการชกทั้งคู่จะต้องสำแดงบทบาทให้โลกทรงจำมากที่สุดจึงจะปลุกกระแสวงการมวยเฮฟวี่เวทขึ้นมาได้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง